ishydro.dwr.go.th
หน้าแรก   |  ข่าวสาร   |  แผนที่   |  ค้นหา   |  ขอรับบริการข้อมูล   |  คำถามที่ถามบ่อย   |  ความเป็นมา   |  ติดต่อเรา   |  ดาวโหลด (ฟรี)  

กลัวน้ำท่วมใต้! ม.อ.ระดมสมองเติมความรู้ “หลักการจัดการลุ่มน้ำ” สู่ชุมชน

วันที่ลงข่าว 24/07/2012  เวลา 15:32:51

คลินิกเทคโนโลยี สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดอบรม “หลักการจัดการลุ่มน้ำ” แก่อาสาสมัครวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (อสวท.) ในพื้นที่จังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วย กลุ่มข้าราชการ แม่บ้าน เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา หวังสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดการปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำ พร้อมปรับใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาภัยพิบัติ สร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างสถาบันการศึกษาและประชาชนในพื้นที่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมและชุมชนเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย ธรณีพิบัติภัย หรือการกัดเซาะชายฝั่ง ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่หนึ่งที่ประสบกับภัยพิบัติต่างๆ ดังกล่าว และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

"ปัจจุบันชุมชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเริ่มได้รับความเดือนร้อนจากการขาดแคลนน้ำจืด ไม่มีพื้นที่เก็บกักน้ำจืดที่จะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อทำการเกษตร มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยและการประกอบอาชีพของชาวบ้านในชุมชน จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว คลินิกเทคโนโลยี สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะผู้บริหารพิจารณาแล้ว เห็นสมควรจัดกิจกรรมในลักษณะ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับชุมชนในจังหวัดสงขลา โดยการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดการลุ่มน้ำ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกที่จะต้องดำเนินการร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เนื่องจากจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่หลายพื้นที่ตั้งอยู่ในขอบเขตของลุ่มน้ำ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจำนวนหลายลุ่มน้ำ เช่น ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วย ลุ่มน้ำย่อยต่าง ๆ เช่น ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ลุ่มน้ำรัตภูมิ ลุ่มน้ำโตนงาช้าง เป็นต้น"

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ แก้ววงศ์ศรี ภาควิชาธรณีศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “การจัดการลุ่มน้ำ” คือ “การจัดการพื้นที่” ซึ่งจะเป็นการวางแผนเพื่อการใช้ประโยชน์ในที่ดินแบบต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อน้ำน้อยที่สุด หรือวางแผนเพื่อการควบคุม แก้ไขผลกระทบหรือปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำที่เกิดขึ้นแล้วให้เบาบางลง หรือหมดสิ้นไป

"การจัดการลุ่มน้ำให้มีความยั่งยืนได้นั้น ชุมชนจะต้องเข้าใจการจัดการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ได้ก่อน เช่น หยุดการบุกรุกพื้นที่ป่าธรรมชาติ ใช้ประโยชน์ที่ดินโดยช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ดูแลรักษาป่าเสื่อมโทรมให้มีสภาพดีขึ้น แก้ปัญหาการชะล้างพังทลายในพื้นที่ กำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกทางน้ำธรรมชาติหรือป้องกันการปรับสภาพถมที่ขวางทางน้ำเป็นบริเวณกว้าง การให้ความรู้ภายในชุมชนด้วยกันเอง เป็นต้น ซึ่งการจัดการลุ่มน้ำนั้นมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำ หมายถึง จะควบคุมปริมาณน้ำที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปได้อย่างไร เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ หมายถึง จะควบคุมคุณภาพน้ำทั้งทาง ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ให้เหมาะสมกับการอุปโภคบริโภคได้อย่างไร และเพื่อควบคุมช่วงการไหลของน้ำ หมายถึง หากลุ่มน้ำใดมีช่วงการไหลของน้ำที่ไม่เหมาะสม เช่น มีน้ำไหลออกจากลุ่มน้ำมากในช่วงหน้าฝน พอหน้าแล้งขาดน้ำในลุ่มน้ำหรือในคลอง ต้องทำให้ลุ่มน้ำนั้น มีน้ำระบายลงคลองในหน้าแล้ง ให้มีช่วงการไหลได้ยาวนานขึ้น หรือไหลได้ครอบคลุมทั้งปี"

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดการลุ่มน้ำจะประสบความสำเร็จ หากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากชุมชนมีความเข้าใจก็จะสามารถช่วยกันจัดการลุ่มน้ำในพื้นที่ของตนได้ เช่น ร่วมกันขัดขวางการไหลบ่าของน้ำหน้าดินในพื้นที่ของตน ร่วมกันป้องกันสารพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำ ช่วยกันปลูกพืชให้ปกคลุมหน้าดิน หรือแม้กระทั่งช่วยกันปลูกป่าต้นน้ำ ทำฝายน้ำล้น ปลูกป่าชายคลองหรือปลูกพืชเกษตรที่หลากหลายไว้สองฟากฝั่งคลอง เป็นต้น