ishydro.dwr.go.th
หน้าแรก   |  แผนที่   |  ค้นหา   |  ขอรับบริการข้อมูล   |  ความเป็นมา   |  ติดต่อเรา   |  ดาวโหลด (ฟรี)  

มิติใหม่“แม่น้ำโขง” แบ่งปันแม่น้ำ แบ่งปันวัฒนธรรม สานสัมพันธ์ล้านช้าง-แม่โขง

วันที่ลงข่าว 29/09/2017  เวลา 09:52:06

มิติใหม่“แม่น้ำโขง” แบ่งปันแม่น้ำ แบ่งปันวัฒนธรรม สานสัมพันธ์ล้านช้าง-แม่โขงจากนั้นแม่น้ำโขงได้ไหลมาเลาะเลียบผ่านชายแดนไทยที่ภาคอีสานอีกครั้ง โดยเริ่มที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ไหลเลียบผ่าน หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ก่อนจะไหลเข้าสู่ สปป.ลาว อีกครั้ง

แม่น้ำโขง เป็นมหานทีแห่งชีวิต ที่มีความอุดมสมบูรณ์และความหลายหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก แม่น้ำโขงนอกจากจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การคมนาคม การท่องเที่ยว และในอีกหลากหลายด้านแล้ว แม่น้ำโขงยังเป็นบ่อเกิดทางวัฒนธรรม สายน้ำโขงที่ไหลผ่านไปในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมริมฝั่งโขงอันเป็นเอกลักษณ์ และความเชื่อต่างๆขึ้นมากมาย

แบ่งปันแม่น้ำ แบ่งปันวัฒนธรรม

ด้วยความสำคัญของแม่น้ำโขงในฐานะแม่น้ำสายวัฒนธรรมสำคัญ จึงเกิดการประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมล้านช้าง-แม่โขง (Draft of the Ningbo Initiative on Lancang-Mekong Cultural Cooperation) ขึ้นในวันที่ 24 ก.ย. 60 ที่เมือง เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีประเทศสมาชิกในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย
การประชุมว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง หรือ “ข้อริเริ่มหนิงโป” ว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมล้านช้าง-แม่โขง เป็นการประชุมร่วมในระดับรัฐมนตรีวัฒนธรรมเป็นครั้งแรกภายใต้กรอบความร่วมมือข้างต้น โดยมีหัวข้อหลัก ของการประชุม ได้แก่ “แบ่งปันแม่น้ำ แบ่งปันวัฒนธรรม (Share the River, Share the Culture)”

สำหรับประเทศไทยได้ส่ง พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะตัวแทนจากรัฐบาลไทย ร่วมด้วย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยลงนามในข้อริเริ่มหนิงโป นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆเข้าร่วมประชุม
พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ จะเกิดผลประโยชน์กับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม ซึ่งจีนให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจ“วันเบลต์วันโรด”(One Belt One Road : OBOR)มาก นอกจากนี้ก็ยังเกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว รวมถึงเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นหนึ่งเดียว

ด้าน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เปิดเผยว่า ข้อริเริ่มหนิงโปฯ มีสาระสำคัญที่ประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ จะดำเนินการร่วมกัน ได้แก่

1.การยอมรับในบทบาทของความร่วมมือด้านวัฒนธรรมล้านช้าง-แม่โขง ช่วยสนับสนุนความก้าวหน้าด้านวัฒนธรรมและการเป็นเอเชียที่เจริญรุ่งเรือง ตลอดจนสร้างชุมชนล้านช้าง-แม่โขงที่มีอนาคตร่วมกัน
2.การเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการเจรจาทางวัฒนธรรมและความร่วมมือข้ามพรมแดนของ 6 ประเทศสมาชิก อีกทั้งถ่ายทอดและนำชีวิตใหม่กลับมาสู่วัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงแบ่งปันวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

3.การบริหารวัฒนธรรมของ 6 ประเทศสมาชิก จะแบ่งปันข้อมูลและประสานงานในการปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้เกิดความร่วมมือทางวัฒนธรรมทั้งระดับทวิภาคีและระดับอนุภูมิภาค

4. การร่วมมือกันพัฒนาวัฒนธรรมและศิลปะ การสงวนรักษาและบริหารจัดการมรดก การถ่ายทอดและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม อุตสาหกรรม ศิลปศึกษาและการเจรจาทางวรรณกรรมรวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสถาบันทางวัฒนธรรม องค์ด้านศิลปะ วิทยาลัยศิลปะและธุรกิจทางวัฒนธรรม
5. การพิจารณาที่จะดำเนินกิจกรรม/โครงการร่วมกันตามรายการข้อริเริ่มหลักด้านวัฒนธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงที่ 6 ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย

1.การถ่ายทอดและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม อาทิ การประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการสงวนรักษาและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในประเทศล้านช้าง-แม่โขง เป็นต้น 2.การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและศิลปะ อาทิ เทศกาลวัฒนธรรมและศิลปะในประเทศลุ่มแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง เป็นต้น และ3.กิจกรรมอื่นๆ อาทิ นิทรรศการสื่อสิ่งพิมพ์และสำนักพิมพ์สัญจรในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้น
นอกจากการประชุมข้อริเริ่มหนิงโปฯแล้ว ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันยังมีการจัดงาน “The Asia Art Festival” ครั้งที่ 15 ขึ้นที่เมืองหนิงโป ในระหว่างวันที่ 23 ก.ย. - 23 ต.ค. 2560 ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั่วทั้งเมืองหนิงโปตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ของเทศกาล
อีกทั้งยังมีการเปิด“โครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวล้านช้างแม่โขง ไทย-จีน ปี 2560” หรือเรียกสั้นๆว่า “โครงการคาราวานไทย-จีน” ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 ก.ย. - 24 ต.ค. 2560 โดยเริ่มตั้งต้นออกสตาร์ทจาก เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ผ่านเมืองต่างๆ ของจีน และสปป.ลาว เข้าสู่ด่านชายแดน อ.เชียงของ จ.เชียงราย และเดินทางผ่านจังหวัดต่างๆของประเทศไทยในระหว่างวันที่ 9-17 ต.ค. 60 แล้วเดินทางสู่ประเทศกัมพูชา ก่อนที่จะเดินทางกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งในระหว่างวันที่ 20-22 ต.ค. 60 แล้วจึงเดินทางต่อไปยังสปป.ลาว
สำหรับเมืองหนิงโป จุดตั้งต้นคาราวาน เป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งของมณฑลเจ้อเจียง และเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของจีน มีท่าเรือหนิงโป เป็นท่าเรือใหญ่อันดับ 2 ของจีน ภายในเมืองหนิงโปมีสถานที่น่าสนใจ อาทิ พิพิธภัณฑ์หนิงโป พิพิธภัณฑ์ศิลปะหนิงโป พิพิธภัณฑ์ท่าเรือจีน พิพิธภัณฑ์เทียนอี้(หอสมุดโบราณเทียนอี้) วัดพระสังกัจจายน์ เป็นต้น

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ประธานเปิดโครงการคาราวานไทย-จีน ฝ่ายไทย เปิดเผยว่า โครงการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการเดินทางในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดจีน ให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“การท่องเที่ยวถือเป็นการกระจายเงินสู่ท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง ซึ่งอยากให้คนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวเปรียบเสมือนญาติ ให้เกิดความประทับใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส เอื้ออาทร เพื่อที่จะทำให้คนที่มาเที่ยวเมืองไทยแล้วกลับมาเที่ยวอีก” พลเอกธนะศักดิ์ กล่าว

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน เป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและมีขนาดใหญ่เนื่องจากมีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคน กอปรกับชาวจีนรุ่นใหม่มีความสนใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้น โดยผลการสำรวจพบว่าประเทศไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวจีน นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวนิยมเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบที่ทันสมัย มีความสนใจศึกษาวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะกระจายการเดินทางของนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดรอง และนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ในรูปแบบ Local Experience ซึ่งมีความหลากหลายในแต่ละจังหวัด
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งการเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งด้านท่องเที่ยว วัฒนธรรม โดยเฉพาะกับการประชุมข้อริเริ่มหนิงโปฯนั้น หากประเทศสมาชิกมีความจริงใจ และพร้อมใจที่จะให้ความร่วมมือกันในกรอบข้อตกลง ผลประโยชน์ก็จะตกแก่ทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำนานาชาติ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น“มหานทีแห่งชีวิต”