ishydro.dwr.go.th
หน้าแรก   |  ข่าวสาร   |  แผนที่   |  ค้นหา   |  ขอรับบริการข้อมูล   |  คำถามที่ถามบ่อย   |  ความเป็นมา   |  ติดต่อเรา   |  ดาวโหลด (ฟรี)  

“อ่างขาง” ดอยสวรรค์ใต้พระบารมี

วันที่ลงข่าว 25/11/2010  เวลา 15:43:42

โดย : ปิ่น บุตรี

“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”
นามนี้มีมากมายหลายแห่งในสยามประเทศ ชนิดที่ว่าคนสวิสอาจงงได้ ไม่ว่าจะเป็น เขาค้อ ดอยอ่างขาง น้ำหนาว ปางอุ๋ง ภูเรือ สวนผึ้ง วังน้ำเขียว ทองผาภูมิ

แต่ถ้าจะพูดถึงสวิสเมืองไทยที่โด่งดังมาในยุคแรกๆและเป็นสวิสเมืองไทยที่ทรงคุณค่ายิ่งนั้น ผมยกให้ “ดอยอ่างขาง” จ.เชียงใหม่ มาเป็นอันดับหนึ่ง

ดอยอ่างขาง นอกจากจะเป็นดินแดนสุดโรแมนติกอันโด่งดังฮอตฮิดติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในอันดับต้นๆของเมืองไทยแล้ว ดอยอ่างขาง ยังจัดเป็นดอยที่มหัศจรรย์ไม่น้อย เพราะเดิมทีเป็นดังพื้นที่อันตรายที่อุดมไปด้วยไร่ฝิ่นและการทำไร่เลื่อนลอย จนสภาพพื้นที่เสื่อมโทรมมีแต่เขาหัวโล้น เหี้ยนเตียน

แต่ก็ดูเหมือนว่าฟ้าดอยอ่างขางจะมีบุญเป็นอย่างยิ่ง เพราะในต้นปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสต้นเชียงใหม่ทอดพระเนตรเห็นเขาหัวโล้น ป่าเสื่อมโทรม รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อันแร้นแค้นของชาวเขาที่แม้จะปลูกฝิ่นเลี้ยงชีพแต่ว่ากลับมีฐานะยากจน

พระองค์ท่านจึงได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 2 แสนบาท เพื่อซื้อที่ดินจำนวน 200 ไร่ ให้นักวิชาการเกษตรใช้เป็นสถานที่วิจัยการปลูกพืชและไม้ผลเมืองหนาว เพื่อช่วยให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่น แล้วพระราชทานชื่อว่า “สวนสองแสน” และได้โปรดเกล้าฯให้ตั้ง “โครงการหลวง” ขึ้นในปลายปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริ “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” โดยเลือกดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จัดตั้ง“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง”ขึ้น เป็นพื้นที่โครงการหลวงแห่งแรกของเมืองไทย(ปัจจุบันมีโครงการหลวงทั้งหมด 36 แห่ง)

จากนั้นโครงการหลวงดอยอ่างขางก็พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเขาหัวโล้นกลายเป็นแปลงพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์สวยงาม ไร่ฝิ่นหายไป ชาวเขามีงานทำ มีรายได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

...หลังจากนั้นไม่นานเรื่องของ“การท่องเที่ยว”ก็ตามมา

ด้วยพระราชดำริ “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วันนี้ชาวไทยภูเขาบนดอยอ่างขางมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แถมอานิสงส์จากโครงการหลวงยังหนุนส่งให้หมู่บ้านชาวเขารอบๆสถานีเกษตรหลวงอ่างขางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปโดยปริยาย

สำหรับหมู่บ้านที่เด่นๆก็มี “หมู่บ้านขอบด้ง” ที่มีสีสันชีวิตวัฒนธรรมเรียบง่ายของชนเผ่ามูเซอดำและมูเซอแดงให้สัมผัส มีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นชั้นดี รวมถึงมีสินค้าการเกษตรและของที่ระลึกฝีมือชาวบ้านให้เลือกช้อป

ส่วนอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีความโดดเด่นและน่าสนใจในระดับต้นๆของคนที่มาเที่ยวดอยอ่างขางก็คือ “บ้านนอแล” ซึ่งพลันที่ผมมาถึงยังลานชมวิวบ้านนอแล เด็กชาวปะหล่องกลุ่มหนึ่งทั้งชาย-หญิง รีบกุลีกุจอมาต้อนรับ พร้อมกับแนะนำตัวว่า พวกเขาเป็น“มัคคุเทศน์น้อยดอยอ่างขาง”ชาวปะหล่อง จากโรงเรียนบ้านขอบด้ง จะมาแนะนำสิ่งน่าสนใจในบริเวณนี้พร้อมด้วยเรื่องราวของชาวปะหล่องที่น่าสนใจยิ่ง

“แต่ก่อนปู่ย่าตายายผมอาศัยอยู่ในดอยลาย ประเทศพม่า แต่ว่าพอมีการรบกันระหว่างพม่ากับไทยใหญ่ พวกเราก็อพยพไปอยู่ที่บ้านปากคีที่อยู่ในเขตพม่าฝั่งตรงข้าม แต่ว่าพม่าก็รบกับพวกว้าแดงอีก ปะหล่องจึงอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยที่บ้านนอแลเมื่อประมาณปี 2527”ไกด์ผู้หญิงตัวน้อยเล่าให้ฟังก่อนอธิบายถึงตำนานของชาวปะหล่องให้ฟังว่า

“พวกปะหล่องมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า พวกเราเป็นลูกหลานนางฟ้าที่มีด้วยกัน 7 องค์ แล้ววันหนึ่งนางฟ้าทั้ง 7 ก็ลงมาเล่นน้ำบนโลกมนุษย์ แต่ว่ามีนายพราน(บางคนว่านายพรานนี้คือชาวมูเซอ)มาเห็นจึงใช้แร้วจับตัวนางฟ้าได้องค์หนึ่งชื่อ “ร้อยเงิน”(ข้อมูลทั่วไปมักระบุว่าชื่อ“หรอยเงิน”) ทำให้นางฟ้าองค์นี้กลับขึ้นสวรรค์ไม่ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของชนเผ่าปะหล่องขึ้นมา”
“ผู้หญิงปะหล่องจะสวมใส่ “หน่องว่อง” ที่เปรียบดังสัญลักษณ์แทนแร้วที่นายพรานใช้จับตัวนางฟ้าร้อยเงิน ซึ่งปะหล่องจะใส่ไว้เพื่อระลึกถึงนาง สมัยก่อนหน่องว่องทำด้วยเงินแท้ แต่ในยุคหลังมาจะทำด้วยหวายย้อมสีถักเป็นวงคล้องรอบเอวไว้ใต้เข็มขัด ชาวปะหล่องถือว่าหน่องว่องเป็นสิ่งมงคลเมื่อคล้องไว้ชีวิตจะมีความสุข ตายไปก็จะได้ขึ้นสวรรค์”

นั่นคือตำนานคร่าวๆของชาวปะหล่องที่เหล่าไกด์ตัวน้อยดอยอ่างขางถ่ายทอดให้ฟัง

ผมนอกจากจะได้ความรู้บางส่วนของชาวปะหล่องแล้ว ความน่ารักซื่อใสของไกด์น้อยชาวปะหล่องพวกนี้ยังได้สร้างความประทับใจให้กับอาคันตุกะอย่างผมไปอีกนานเท่านาน

...คืนนั้น ผมนอนหลับฝันเห็นเหล่าน้องๆไกด์น้อยชาวปะหล่องผู้ซื่อใสกำลังเดินทางขึ้นไปพบกับนางฟ้าบนสวรรค์ ด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้มเปี่ยมสุข...

กลางฤดูหนาวของปีที่อากาศหนาวเหน็บ ผมปิดสวิตซ์การทำงานเดินทางขึ้นเหนือไปหาหนาวบนดอยอ่างขาง เพื่อให้ธรรมชาติชาร์จแบตเตอรี่ชีวิตให้กับตัวเองตามความเรียกร้องของหัวใจ

อากาศเย็นเยียบลงอย่างสัมผัสได้ชัดเจนเมื่อรถเริ่มไต่ลัดเลาะไปบนความลาดชันของดอยอ่างขาง ดอยที่มีสัณฐานเหมือนแอ่งกระทะ มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1,400 จากระดับน้ำทะเล ที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้จะไม่ค่อยมีคนพูดถึงในสารบบดอยสูงของเมืองไทย แต่น่าแปลกตรงที่บนดอยอ่างขางนั้นหนาวเย็นยิ่งนัก เกือบทุกปีดอยอ่างขางจะมีปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งหรือแม่คะนิ้งเกิดขึ้นเสมอในยามเหมันต์ฤดู เรื่องอุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียสไปจนถึงอุณหภูมิติดลบจึงกลายเป็นเรื่องปกติของดอยแห่งนี้

“บนดอยอ่างขาง อุณหภูมิจะไม่ตรงกับกรมอุตุฯ บางวันกรมอุตุบอกว่าร้อนแต่บนอ่างขางกับหนาวยะเยือก บางวันกรมอุตุฯบอกว่าหนาวแต่บนอ่างขางกับเย็นสบาย หรือบางวันก็มีฝนตกลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าฝน เพราะพื้นที่บนนี้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ฝนเลยตกบ่อย”เจ้าหน้าที่บนดอยอ่างขางคนหนึ่งบอกกับผม

และด้วยสภาพพื้นที่อันหนาวเย็น ทำให้บนนี้เหมาะต่อการปลูกพืช ผัก ผลไม้ และไม้เมืองหนาวนานาชนิด ไม้เมืองหนาว ไม่ว่าจะเป็น บ๊วย ท้อ พลัม แอปเปิ้ล สาลี่ กีวี องุ่น ชา กาแฟ กุหลาบ ดอกเบญจมาศ ซากุระเมืองไทย(นางพญาเสือโคร่ง)ฯลฯ ใครที่ชื่นชอบในพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว รวมไปถึงชากาแฟ บนดอยอ่างขางมีให้เลือกกินเลือกซื้อกันเพียบ เพียงแต่ว่าต้องไปให้ถูกจังหวะถูกเวลาเก็บผลผลิตเท่านั้น

ส่วนสิ่งที่เป็นดังเครื่องหมายการรันตีความโรแมนติกและความเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยก็คือ บรรดาจุดน่าสนใจอันหลากใน“สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง”ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนได้ไม่รู้เบื่อ

เริ่มจากอาคารไม้ดอกเมืองหนาว ที่ภายนอกเห็นเป็นโรงเรือนธรรมดาๆ แต่ข้างในกลับเพริศแพร้วไปด้วยการตกแต่งภูมิทัศน์อย่างสวยงาม มีน้ำตกจำลองเล็กๆที่น้ำใสไหลเย็นคอยให้ความชุ่มชื้นชุ่มฉ่ำท่ามกลางดงดอกไม้หลากสีสารพัดพันธุ์ ที่จัดตกแต่งอย่างเข้ากันไปทั่วบริเวณ

หันมาทางด้ายฝั่งซ้ายของทางเข้าสถานีฯกันบ้าง ฝั่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงเรือนแปลงกุหลาบ หลากสีสัน ทั้งสีแดง ชมพู ขาว เหลือง ที่ออกดอกชูช่อสวยงามอยู่มากมายหลายต้น แถมหลายต้นออกดอกบานใหญ่ขนาดเท่าหน้า เท่าฝ่ามือเลยทีเดียว

ถัดจาก 2 อาคารนี้ไป ถนนเบื้องหน้าแยกเป็น 2 สาย ใครไปทางซ้ายก็จะได้พบกับแปลงไม้ผลเมืองหนาว อย่าง สาลี่ บ๊วย กีวี พลัม พีช ส่วนเส้นทางขวามือมีสวนบอนไซแหล่งรวมบอนไซสวยๆงามๆรวมไปถึงโดมไม้แล้งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว

ใครชอบแบบไหนก็ไปตามทางสายนั้นกันได้ตามสะดวก แต่ถ้าอยากให้ครบถ้วนกระบวนความงามควรไปและกลับคนละทางกัน ซึ่งถนนทั้ง 2 สายต่างก็ไปบรรจบกันบริเวณสโมสรอ่างขางที่มีความงามของสวนหลายรูปแบบให้เลือกชม อาทิ สวนรับเสด็จ ที่มีการจัดตกแต่งไม้ดอกไม้ใบอย่างกลมกลืนเข้ากันไปตามไหล่เขา สวนหอมที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หอมนานาชนิด สวนกุหลาบอังกฤษที่รวบรวมกุหลาบสายพันธุ์อังกฤษไว้มากมาย

ทั้ง 3 สวนนี้อยู่ในบริเวณเดียวกันทางด้านหลังสโมสร ส่วนทางด้านหน้าสโมสรก็มีสวนคำดอย ที่มีการรวบรวมดอกคำดอยหรือกุกลาบพันปีและไม้ดอกเมืองหนาวไว้มากมายหลายชนิด

ส่วนสวนที่ถือว่าโดดเด่นและเป็นดังไฮไลท์ของดอยอ่างขาง ก็คือ“สวนแปดสิบ” ที่อบอวลไปด้วยดอกไม้เล็กใหญ่สวยๆงามๆมากมาย ในรูปแบบการจัดสวนประดับที่ลดหลั่นกันไปตามไหล่เขาอย่างงดงาม

ด้านหน้าของสวนแปดสิบมีกะหล่ำประดับดอกยักษ์สีม่วง และขาว ปลูกเรียงรายเป็นกลุ่มล้อไปกับทางเดินชมสวนที่แซมด้วยดอกไม้เล็กๆหลากหลายสี ส่วนสูงขึ้นไปก็จะเป็นดอกไม้ที่ขึ้นเป็นช่อเป็นพุ่มให้สีแดง เหลือง ชมพู และอีกสารพัดสีขึ้นดารดาษทั่วไป หากมองขึ้นไปก็จะเห็นที่ประทับของพระราชินีที่เรือนไม้แบบสวิสตั้งโดดเด่นโดยมีดอกไม้สวยงามและต้นเปาโลเนียเป็นฉากหน้า ส่วนถ้าเรามองย้อนหลังกลับมาก็จะเห็นดงดอกไม้ขึ้นอยู่มากมายโดยมีฉากหลังเป็นหุบเขาที่กว้างไกล ซึ่งไม่ว่ามองขึ้นหรือมองลงก็สวยงามทั้งนั้น และหากใครไปเยือนที่สวนแปดสิบในวันหยุดก็จะได้พบกับชาวไทยภูเขานำของที่ระลึกทำมือมาวางขาย ใครที่ชอบช้อปสินค้าพื้นเมืองหรือใครอยากกระจายรายได้ก็เลือกจับจ่ายกันได้ ซึ่งระหว่างที่ผมกำลังเพลินกับการหามุมถ่ายรูปดอกไม้หลากสีสันในสวนแปดสิบอยู่นั้น ก็มีเสียงพูดอย่างภาคภูมิใจดังมาจากข้างหลังว่า

“นี่ถ้าพ่อหลวงของคนไทยไม่มาทรงสร้างไว้ ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าดอยอ่างขางจะเป็นอย่างไรบ้าง”

แม้ดอยอ่างขาง ณ เวลานั้นจะหนาวเย็นเอาเรื่อง แต่คำพูดนี้กลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก

ครั้นเมื่อยิ่งหวนคิดไปถึงพระราชกรณียกิจต่างๆของในหลวง ที่เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกหัวระแหงในผืนแผ่นดินไทยเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทย ผมก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้น

...เป็นความอบอุ่นใจจากภายในที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยภายใต้พระบารมีของพระองค์ท่าน...